วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

4 วิธี Hot Hit เพื่อให้เงินทำงานแทนคุณ

4 วิธี Hot Hit เพื่อให้เงินทำงานแทนคุณ


Alternate text



family.jpg

เชื่อไหมครับว่า... ถ้าหากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆลองไปถามมิตรสหายทั้งหลายว่า
“โทษนะ เธอมีความฝันอะไรในชีวิตบ้างเหรอ” 80% ของคำตอบที่ได้รับจะต้องมีคำว่า “อยากมีอิสรภาพทางการเงิน” อยู่ในนั้นด้วย (ถ้าไม่เชื่อลองได้นะครับ แฮร่) เพราะว่าชีวิตของคนเรานั้น ถ้าไม่มีความต้องการเรื่อง ความรักหรือหน้าที่การงาน มันก็มักจะพาลมาที่เรื่องวุ่นวายที่มีชื่อว่า “การเงิน” นี่แหละครับ

แหม่... พูดถึงเรื่องเงินทีไร หลายคนมักจะพูดติดปากอยู่เสมอว่า มีเงินไปก็ใช่ว่าจะมีความสุข แต่ @TAXBugnoms รับรองเลยครับว่า ถ้าไม่มีเงินเนี่ย ชีวิตได้เจอความทุกข์อย่างแน่นอน และเมื่อเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ เราต้องหาวิธีที่จะมีเงินเพิ่มให้จนได้...

แต่เอ๊ะ!! แล้วเราจะหาเงินเพิ่มได้ยังไงดีล่ะ เคล็ดลับตรงนี้ มันอยู่ สมการเงินออม เลยคร้าบบบบ

สมการเงินออม >>> เงินออม = รายรับ – รายจ่าย

เพราะฉะนั้น วิธีการง่ายๆ ในการเพิ่มเงินออม คือ เพิ่มรายรับ หรือ ลดรายจ่าย นั่นเอง แต่เอ๊ะ วิธีไหนมันจะดีกว่ากันนะ... ถ้าลดรายจ่ายเราทำได้ทันที แต่เพิ่มรายได้นี่ต้องใช้เวลา แต่น่าสนใจในระยะยาว แต่เอาเป็นว่า @TAXBugnoms ขอแนะนำทั้งสองวิธีเลยละกันคร้าบบ

ในตอนแรกอาจจะเริ่มต้นจากการ ลดรายจ่าย โดยการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เหลือไว้เพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเท่านั้น หลังจากนั้นเราค่อยมาเพิ่ม “รายได้” กันดีกว่า แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า... เราจะเพิ่มรายได้ยังไงดีละเนี่ย

"สิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนควรจะระวังไว้ นั่นคือ  Passive Income ที่จะมาช่วยทำงานสร้างเงินให้เรานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพียงแค่เอาเงินไปลงทุนแล้วจะได้กลับมาในทันทีทันใด แต่เราต้องใช้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงประสบการณ์อีกมากมายในการตัดสินใจ"
วิธีการเพิ่มรายได้
ก่อนที่จะไปถึงเรื่องการเพิ่มรายได้ เราต้องเข้าใจก่อนครับว่า รายได้นั้นมี 2 ประเภท คือ รายได้หลัก หรือ Active Income กับ รายได้ทางอ้อม หรือ Passive Income

Active Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำงาน ถ้าเกิดวันดีคืนดีเราหยุดทำงาน หรือทำงานไม่ได้ เงินก็หายไปทันทีเลยจ้า เช่น งานประจำที่ทำอยู่ งานรับจ้าง งานขายของทั้งหลาย ล้วนเป็น Active Income ทั้งนั้น และถ้าเราจะเพิ่ม Active Income นั่นก็แปลว่าเราต้องเพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้น หรือไม่ก็เพิ่มความสามารถของตัวเองเพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนจากการทำงานมากขึ้น

แต่.. Passive Income คือ รายได้ที่ไม่ต้องใช้เวลาทำงานเพื่อแลกเงิน แต่กลับสร้างรายได้ให้กับเราเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ทีนี้ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า Passive Income ที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง และเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกว่านี้ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า 4 วิธี Hot Hit เพื่อให้เงินทำงานแทนคุณกันเลยดีกว่าคร้าบบ
  1. สร้างรายได้จากอินเตอร์เน็ตผ่าน Affiliate Marketing
    การสร้างรายได้วิธีนี้ จะเริ่มต้นที่เราทำการโปรโมตสินค้า บริการ หรือเว็บไซท์ใดๆก็ได้ที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต และสร้างรายได้จากการกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การคลิกลิงค์ การขายสินค้า หรือแม้แต่การสมัครสมาชิก โดยเราจะได้ค่านายหน้าตามแต่เปอร์เซ็นต์ที่เจ้าของสินค้าหรือบริการนั้นเป็นผู้กำหนด สำหรับ Passive Income วิธีนี้ บางคนอาจจะเริ่มต้นจากการทำเวปไซด์ ทำบล็อก แล้วเขียนบทความต่างๆเข้าไป เพื่อโปรโมตสินค้า หลังจากนั้นถ้าประสบความสำเร็จ มีคนเข้าเวปมากมาย ก็เตรียมตัวรอรับเงินได้เลยคร้าบ
  1. ทำธุรกิจเครือข่าย (MLM) หรือ การตลาดแบบขายตรง นั่นคือ การเสนอขายสินค้าแบบบุคคลต่อบุคคล โดยบริษัทผู้ประกอบการจะนำเสนอโอกาสทางธุรกิจให้กับนักขายตรงอิสระทั่วไป โดยได้รับผลตอบแทนจากสินค้าที่ขายได้และการหาลูกข่าย และ เมื่อไรที่เราได้เลื่อนชั้นขึ้นมาในระดับที่องค์กรกำหนดไว้ เราก็จะได้รับผลตอบแทนจากลูกข่ายและสินค้าที่ลูกข่ายขายได้ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไปแต่มีเงินใช้แบบสบายๆเลยจ้า
  1. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งที่ดินให้เช่า การสร้างหอพัก คอนโด โรงแรม และทรัพย์สินอื่นๆอีกมากมาย โดยมีรายได้จากค่าเช่าที่ผู้เช่าจ่ายให้ แถมยังได้กำไรจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง หรืออย่างที่ใครเขาเรียกว่า “เสือนอนกิน” ยังไงล่ะคร้าบ
  1. ลงทุนในสินทรัพย์การเงินต่างๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ ฯลฯ โดยการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ มันอยู่ที่ว่าเรามีความเข้าใจเรื่องการลงทุนและยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน
  • สำหรับบางคนที่มีความเข้าใจเรื่องการลงทุน และยอมรับความเสี่ยงได้มาก อาจจะเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว ทองคำ หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้
  • แต่ถ้าหากบางคนยอมรับความเสี่ยงได้น้อยหน่อย อาจจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า อย่างกองทุนรวม ซึ่งถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่บริหารจัดการให้ แถมยังมีกองทุนประเภทต่างๆให้เลือกมากมายตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้อีกต่างหาก รวมถึงกองทุนบางประเภทอย่าง LTF และ RMF ยังช่วยเราประหยัดภาษีได้อีกด้วย แหม่...
แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการสร้าง Passive Income นั้นยังมีอีกมากมายครับ ซึ่งแต่ละวิธีนั้นก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆนั้น ถนัดและถูกใจกับแบบไหนมากกว่าครับ เพราะเป้าหมายที่เราฝันไว้ มันไม่ได้เดินผ่านได้เพียงเส้นทางเดียว จริงไหมครับ

สุดท้ายนี้ @TAXBugnoms ขอย้ำอีกทีว่า.. สิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนควรจะระวังไว้ นั่นคือ  Passive Income ที่จะมาช่วยทำงานสร้างเงินให้เรานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพียงแค่เอาเงินไปลงทุนแล้วจะได้กลับมาในทันทีทันใด แต่เราต้องใช้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงประสบการณ์อีกมากมายในการตัดสินใจ ลองมองดูคนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายสิครับ กว่าที่เค้าจะมีวันนี้ บอกได้เลยคำเดียวเลยว่า “เจ็บมาเยอะ”

การสร้าง Passive Income ที่ดีนั้นไม่ใช่เพียงแค่เกิดจากความต้องการผลตอบแทนจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องรู้ต่างหากครับว่า Passive Income ที่เราเลือกนั้น มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร คิดใคร่ครวญให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะบางครั้งถ้าเกิด “โลภผิดเวลา” เงินทั้งหมดอาจจะหายไปในพริบตาเดียวนะคร้าบ

อย่าลืมนะครับว่า...การลงทุนมีความเสี่ยง
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและโปรดศึกษาหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน จริงไหมคร้าบบบบ 
:)

sq_maibat.jpgเกี่ยวกับผู้เขียน
TaxBugnoms หรือ ถนอม เกตุเอม เจ้าของหนังสือ “เงินน้อยก็รวยได้” “ตัดภาษีมีเงินออม” และบล็อกชื่อดัง “บล็อกภาษีข้างถนน” ที่ tax.bugnoms.com

Tag: "passive income", TaxBugnoms, ลงทุน, ออมเงิน
http://www.krungsri.com/bank/KrungsriGuru/Wealth/september-2014/4-hot-ways-to-create-passive-income.html

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

เหนื่อยก่อนสบายก่อน ถ้าทำแล้วเหนื่อยตลอดชีวิต คุณมาผิดทางล่ะ

าน pantip มาข้อคิดดี
ปกติผมจะอ่านพันทิพอย่างเดียวแต่เห็นกระทู้อดมาแชร์ประสบการณ์ไม่ได้ ตอนผมลาออกจากงานอายุ 28 มีรายได้เฉลี่ยจากเงินเดือน+คอม ประมาณ 6 หมื่นต่อเดือน ผมคิดเสมอว่ารายได้ผมตันแล้วหละสำหรับการเป็นมนุษย์เงินเดือน ตอนที่ผมลาออกลูกผมเพิ่งเกิดตอนนี้ผ่านมา 4 ปีกว่าละ ธุรกิจแรกที่ผมทำเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาดุกให้ cp เริ่มจาก 50000 ตัวกำไร 50000 บาทต่อ 3 เดือน หลังจากนั้น 1 ปีผมเพิ่มเป็น 1 ล้านตัวกำไร 1 ล้านต่อ 3 เดือน สุดท้ายต้องเลิกทำเพราะหาคนงานไม่ได้ ทำฟาร์มปลาดุกเป็นช่วงที่ผมเหนื่อยที่สุดในชีวิต ลองนึกดูว่าผมต้องลงไปในบ่อปลาดุก 1 แสนตัวเพื่อจับมันซิครับ หน้าหนาวต้องลงบ่อจับขาย หลังจากนั้นก็มาทำธุรกิจขนส่งและไร่อ้อยแต่ละอย่างถ้าให้เล่ายาวมากๆตัดบทเลยละกันครับ ทุกวันนี้ผมมีอ้อยปลูกเองอยู่ 400 ไร่ + ตั้งลานรับซื้อ = กำไรจากอ้อยปีละ 5-8 ล้าน มีรถบรรทุกพ่วง 6 คันมีรายได้จากการทำขนส่งช่วงหน้าฝน 6 ล้าน แต่ตอนนี้ผมมีหนี้อยู่ 50 ล้านนะ 5555 ถามว่าตอนนี้ทุกข์มั้ย ?? ผมตื่นนอน 10 โมงทุกวัน บ่ายไปรับลูก ไปเที่ยวได้ทุกที่ทุกเวลาอยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะผมให้ลูกน้องทำงานแทนหมด ตื่นมาเปิดคอมดู GPS สิ้นเดือนวางบิลรับเงิน ทำเอกสารไม่เกิน 3 ชม. จ้างลูกน้องเฉลี่ยเดือนละ 40000
ผมให้ข้อคิดไว้แบบนี้ละกันนะครับ
- ถ้าเงินเดือนเป็นแสนอยู่แล้วและคิดว่าทำธุรกิจเองได้เงินพอๆหรือมากกว่ารับเงินเดือนไม่เท่าไหร่ อย่าทำ !!!
- คุณคิดว่ามนุษย์เงินเดือนได้เงินเดือนสูงสุดเท่าไหร่ เดือนละ 1 ล้าน ???? แต่ธุรกิจส่วนตัวทำได้ และทำได้แบบไม่จำกัดด้วยตราบใดสมองคุณยังดี
- มนุษย์เงินเดือนหรือทำธุรกิจส่วนตัวล้วนมีความเสี่ยง อย่าหลอกตัวเอง
- เหนื่อยก่อนสบายก่อน ถ้าทำแล้วเหนื่อยตลอดชีวิต คุณมาผิดทางล่ะ
- หนี้เยอะไม่มีปัญหาถ้าบริหารเป็น และต้องเลือกเป็นหนี้ให้ถูกทาง ถ้าคุณเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ คุณไปผิดทางล่ะ
- คนที่เก่ง (ไม่ได้อวยตัวเองนะอย่าเพิ่งว่าผม) คือคนที่บริหารเวลาเป็น เคยเห็นคนเงินเดือน 2 แสนทำงาน 35 วันต่อเดือนมะครับ ?? แต่คนรายได้เดือนละมากกว่า 1 ล้านทำงานวันที่ 30 วันเดียวและแค่ 3 ชม.
- ถ้าทำในงานที่คุณรักคุณจะไม่คิดว่ามันคืองาน
- อย่าเอาเงินเป็นเป้าหลัก ผมยอมรับว่าผมเลี้ยงปลาดุกเพราะอยากได้เงิน สุดท้ายโครตเหนื่อยถึงแม้จะได้เงิน มันจะทำให้คุณบ้าเอาแรงไปแลกเงิน ความจริงมันควรใช้สมองแลกเงิน (ทุกวันนี้เจ็บหลังไม่หายสักที)
- ใช้สมองเยอะๆ แรกๆอาจจะต้องใช้แรงมากหน่อยเพราะทุนไม่มี
- ผมทำมาหลายอย่างมากและค่อยๆเลิกงานที่ไม่คุ้มกับสิ่งที่ทุ่มเทลงไปทั้งเงินและแรง จนสุดท้ายเหลือแค่ 2-3 อย่างที่ทำเงินและไม่ต้องออกแรง
- ถ้าไม่มีลูกน้องผมคงไม่สบายแบบนี้ เลี้ยงดูเค้าให้ดี ทุกนี้ลูกน้องผม 50 คน สั่งงานทีเดียวไม่ต้องแต่ก็ต้แงแอบตามไปดูบ้าง
- สุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดคุณต้องมี vision และ mindset ที่ถูกต้องก่อน ไม่งั้นคุณอาจจะเหนื่อยแทบขาดใจ แค่คิดเปลี่ยนพฤติกรรมคุณจะเปลี่ยน
สมาชิกหมายเลข 1100676

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

หลัก 7 ประการที่จะทำให้ ธุรกิจคุณเจ๊งแน่นอน !!

หลัก 7 ประการที่จะทำให้ ธุรกิจคุณเจ๊งแน่นอน !!



จากสถิติทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 90% ของกิจการที่เปิดใหม่ต้องปิดตัวลงไปภายในระยะเวลาไม่นาน แต่ก็คงมีไม่มากคนนักที่จะกล้าออกมาบอกคุณว่าทำอย่างไรเค้าถึงไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ คุณก็ไม่อยากจะรู้เรื่องของคนที่ล้มเหลว แต่ถ้าลองสังเกตุและวิเคราะห์ให้ดีๆแล้ว หากเรารู้ว่าเค้าทำอย่างไร เค้าถึงล้มอย่างไม่เป็นท่า มันน่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเช่นกัน โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ทำธุรกิจเจ๊งมาแล้วหลายครั้งทั้งที่ลงทุนเอง และ ที่ทำในฐานะลูกจ้าง ตั้งแต่การลงทุนในหลัก แสนบาท ไปจนถึง หลักหลายสิบล้านบาท


หลัก 7 ข้อนี้มาจากประสบการณ์ตรงของผมและคนใกล้ชิดรอบๆตัว ที่เคยผิดพลาดมาก่อนในการทำธุรกิจ ลองอ่านและคิดตามไปด้วยกันนะครับ


1. วางแผนมากเกินไป ทฤษฎีเต็มไปหมด

เป็นเจ้าทฤษฎี เจ้าแผนการ รู้เยอะมากเรียนมาเยอะ ชอบวางแผน คิดวิเคราะห์หลายตลบ คิดแล้วคิดอีก ทำแต่แผนงานกับกลยุทธ์ เป็นเสือกระดาษ แต่ไม่เคยปฏิบัติเองจริงๆ ลงมือทำจริงๆ หรือ ไม่เข้าใจว่าธุรกิจจริงๆมันไม่ใช่แค่แผนงาน หรือ แผ่นกระดาษกลยุทธ์ หลายธุรกิจพอประสบปัญหาแทนที่จะลงไปแก้ปัญหาจริงๆ กลับมานั่งทำแผน ทำกลยุทธ์ จ้างบริษัทที่ปรึกษามาคิดนู่นี่นั่นให้ การวางแผนนั้นจำเป็นต่อการทำธุรกิจ แต่ทำแค่พอเหมาะก็พอ เน้นปฏิบัติดีกว่าครับ


2. สินค้าและบริการคุณภาพไม่ดีจริง

ผู้ประกอบการสมัยนี้หลายคนชอบมักง่ายคิดแต่เรื่องของผลกำไร จนลืมไปว่าการทำธุรกิจจริงๆ คือการส่งมอบสิ่งดีๆให้กับลูกค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ แต่หลังๆมักจะเข้าใจในเรื่องของการตลาดผิดๆ ชอบสร้างภาพ สร้างแบรนด์ เอาโปรโมชั่นต่างๆมาหลอกล่อ ลด แลก แจก แถม สร้างความต้องการจอมปลอมให้กับลูกค้า แต่สินค้าและบริการไม่ได้ดีจริง คุณทำแบบนี้ได้ไม่นานหรอกครับ เดี๋ยวลูกค้าก็เบื่อหรือก็พบกับความจริง สุดท้าย เค้าก็จะตีจากคุณไปอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่คุณมอบให้กับเค้ามันไม่ใช่สิ่งที่เค้าต้องการจริงๆ ลองดูจากตัวอย่างรอบๆตัวซิครับ ร้านค้าไหน ร้านอาหารไหน หรือสินค้าอะไร ที่ต้องโฆษณาเยอะๆ หรือ ทำโปรโมชั่นเยอะๆ หยุดทำเมื่อไหร่ ยอดตกทันที.. ซึ่งถ้าของเค้าดีจริง ไม่ต้องเน้นเรื่องพวกนั้นหรอกครับ เน้นการส่งมอบสิ่งดีๆให้กับลูกค้าดีกว่า


3. ห่วงแต่ต้นทุนและค่าใช้จ่าย

เจ้าของธุรกิจหลายๆคน พอธุรกิจเริ่มเข้าที่ ก็เริ่มจะอยากได้กำไร พออยากได้กำไร ก็จะพยายามลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยลืมคำนึงไปว่า การลดต้นทุนและตัดค่าใช้จ่ายนั้น จะส่งผลระยะยาวอย่างไรต่อธุรกิจบ้าง จริงอยู่ว่าการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายนั้นจะทำให้มีผลกำไรมากขึ้น แต่บางครั้ง การลดจนถึงขั้นขี้เหนียว ก็จะส่งผลต่อคุณภาพสินค้าหรือบริการ หรือ ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และสุดท้ายก็ส่งผลต่อความพอใจของลูกค้า เช่น ผู้ผลิตอาหารพยายามลดต้นทุนด้วยการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพลดลงเพื่อลดต้นทุน สุดท้าย สินค้าคุณก็ไม่อร่อยเหมือนเดิม พอลูกค้ารู้ว่าคุณขายเท่าเดิม แต่คุณภาพไม่เหมือนเดิม ซวยแน่นอนครับ


4. คิดว่าตนเองเข้าใจลูกค้า

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ หรือ นักการตลาดส่วนใหญ่ชอบคิดว่าตัวเองเข้าใจลูกค้า และ เก่งกว่าลูกค้า บางครั้งชอบคิดเอาเองว่าสิ่งที่เจ้าตัวชอบหรือคนรอบข้างชอบ ลูกค้าจะต้องชอบด้วย คนหลายคนพลาดตรงจุดนี้ครับ เช่น การจัดโปรโมชั่น หรือ การออกสินค้าใหม่ๆ ที่บริษัทฯภูมิใจนัก ภูมิใจหนา แต่สุดท้ายออกมาก็แป๊ก!! เพราะไอเดียของสินค้ามาจากเจ้าของธุรกิจที่ไม่เคยคิดจะฟังเสียงของลูกค้าจริงๆ


5. ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ

ช้อนี้คลาสสิคมากครับ หลายต่อหลายกิจการเจ๊ง เพราะทำแบบเดิม กลยุทธ์เดิมๆ โปรโมชั่นเดิมๆ และ ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยน ชอบคิดว่า เคยทำแล้วสำเร็จมาก่อน เคยเป็นที่หนึ่งมาก่อน อยู่มาได้เป็นสิบๆปี หรือ เป็นที่หนึ่งที่อื่นมาก่อน ที่เห็นบ่อยๆก็พวก อันดับ1 จากประเทศต่างๆ ที่มาในตลาดไทยแล้วก็มาตายกันจนนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกร้านอาหาร เครื่องดื่ม ที่เห็นบ่อย ช่วงหลังๆจะมาจากญี่ปุ่นกันเยอะ หากคุณยึดติดกับสิ่งเดิมและไม่เปลี่ยนแปลงตามตลาดหรือโลก เตรียมตัวเก็บของได้เลยครับ


6. ไม่มีเวลา ไม่จริงจัง

ข้อนี้เป็น สิ่งที่ชอบอ้างกันเยอะมากๆ โดยเฉพาะในกลุ่ม ผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือ พนักงานประจำ ที่พยายามจะหาธุรกิจทำเพื่อสร้างรายได้เสริม ส่วนมากจะเริ่มมาจาก คำว่า ทำเล่นๆ สนุกๆ หุ้นกันกับเพื่อน ทำนิดๆหน่อยๆ หรือ ทำไปเพราะคิดว่ามันง่าย ที่เห็นกันบ่อยๆก็พวกเปิดร้านกาแฟ ชานมไข่มุก เบเกอรี่ หรือ หุ้นกับเพื่อนหลายๆคน ทำสนุกๆเป็นรายได้เสริม
ผมอยากจะบอกว่าไม่มีธุรกิจไหนหรอกครับ ที่จะได้เงินกันมาง่ายๆ 80-90% ของคนกลุ่มนี้ เจ๊งครับ เพราะแรกๆก็จริงจัง สนุก ทุ่มเต็มที่ พอทำไปสักพัก เริ่มบอกว่าไม่มีเวลา ไม่เป็นไรหรอก ทำเล่นๆ สุดท้ายก็ปิดกิจการไปในที่สุด


7. ศึกษาธุรกิจ หรือ ตลาดมาไม่เพียงพอ

เรื่องนี้จะเกิดจากการตัดสินใจทำธุรกิจอย่างรวดเร็วโดยไม่ศึกษาในตัวโครงสร้างธุรกิจหรือ ตลาดให้ดีพอเสียก่อน ซึ่งส่วนมากจะเป็นกลุ่มธุรกิจ แฟรนไชส์ หรือ เห็นว่าเทรนด์ของธุรกิจนี้กำลังมา อาจจะเป็นพวกแฟชั่น พอเห็นว่าคนอื่นเค้าทำกันก็กำไร ก็เลยกระโดดลงไปทำธุรกิจด้วย สุดท้ายมาพบเอาทีหลังว่ารายละเอียดปลีกย่อยในการจัดการธุรกิจมันเยอะมาก เช่น ลืมคิดไปเรื่องของการจัดการสต็อคสินค้า, เงินหมุนเวียนที่อาจจะต้องมีสายป่านยาว, พนักงานลาออกบ่อย หาพนักงานยาก, ลืมคิดถึงความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น


จริงๆแล้วสาเหตุที่ทำให้กิจการไปไม่รอดนั้นยังมีอีกมากมายหลายอย่าง แต่ 7 เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เป็นสาเหตุหลักๆที่เป็นกันค่อนข้างเยอะทั้งองค์กรเล็กและองค์กรใหญ่ ถ้าใครกำลังทำธุรกิจของตนเองอยู่ อย่าเผลอทำอะไรแบบนี้นะครับ ไม่อย่างงั้นจะหาว่าผมไม่เตือน แต่ถ้าพลาดไปแล้ว ก็อย่าไปเสียใจครับ อย่างน้อยเราก็รู้ว่า ทำอย่างไรให้ธุรกิจเจ๊ง... ซึ่งก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะครับ

หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกๆคนนะครับ ยิ้ม


credit: YES club (Young Entrepreneur Society) goo.gl/XLjKPN