วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558
แชร์ประสบการณ์ ขายของออนไลน์ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มในธุรกิจนี้
http://m.pantip.com/topic/31544076
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558
เปิดตำนานการสร้าง Alibaba จากอดีตผู้บริหารคนใน อะไรคือปัจจัยของความสำเร็จระดับโลก
https://www.blognone.com/node/72393
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558
http://sistacafe.com/summaries/3329-น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลีพัทบิงซู팥빙수 หวานเย็นชื่นใจได้ง่ายๆ
http://sistacafe.com/summaries/3329-น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลีพัทบิงซู팥빙수หวานเย็นชื่นใจได้ง่ายๆ
วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ประสบการณ์สุดโหด เมื่อสาวออฟฟิศคิดทำรีสอร์ทหลังทุ่ง ให้เป็น Biker destination!!!!
http://pantip.com/topic/33828115
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558
แนะนำเว็บตรวจสอบทิศทางแดด เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยครับ
http://pantip.com/topic/33744139
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ก้าวแรกสู่การมีเงินล้าน (ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่เคยสอนมาครับ)
สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคนครับ ผมชื่อ Tom Percy ... จุดประสงค์ที่ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาก็มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเด็นครับ
1.ต้องการขอบคุณแบบอย่างที่ดีทุกท่านในกระทู้พันทิป หรือจากเพจต่างๆ ที่เป็นแนวทางให้ผมจากมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่ไม่มีเงินเก็บได้รู้จักเก็บเงิน
2.ต้องการเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆทุกคน ที่ไม่มีเงินเก็บเลยได้มีโอกาศได้เก็บเงินสู่ความมั่งคั่งในอนาคต
เข้าเรื่องเลยครับ
ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ที่รายได้ไม่ได้มากมายอะไร ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ และใช้ชีวิตแบบเหนือมาตรฐานเงินเดือนที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟสุดหรูแก้วละ 50-60 ต่อวัน หรือจะเป็นบุฟเฟ่ต์ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังทุกวันอาทิตย์ และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อมาทดแทนแรงกายที่เสียไปในแต่ละวันของการทำงาน
แต่แล้ววันหนึ่งผมเริ่มเห็นเพื่อนหลายคนแต่งงาน มีรถ มีบ้าน ไปต่างประเทศ และมีเงินเก็บมากมาย ทั้งๆที่วิถีชีวิตของเพื่อนๆผมก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่ผมใช้เลย แต่กลับใช้ชีวิตเรียบง่าย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันกลับมามองตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
วันต่อมา หลังจากที่ผมคิดได้แล้ว ก็เริ่มมาศึกษาหาข้อมูลต่างๆในเพจต่างๆ รวมทั้งพันทิป มีคนมากมายสอนวิธีการเก็บเงิน วิธีรวยต่างๆมากมาย ซึ่งนั่นเองทำให้ผมรู้ว่าเพราะอะไรทำไมผมถึงไม่มีเงินเก็บเลย แถมชักหน้าไม่ถึงหลัง เดือนชนเดือนด้วยซ้ำ ซึ่งหลังจากผมศึกษามาหลายแบบ ก็เริ่มตัดสินใจลงมือทำทันที ถึงจะช้าไป(ตอนนี้อายุ30แล้ว) แต่ผมคิดว่า ไม่มีอะไรสายเกินไป อายุเป็นแค่ตัวเลขจริงไหมครับ? ผมเลยลำดับมาคร่าวๆตามนี้ครับ
1.ตั้งเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายทางการเงิน
ตลอดชีวิต30ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยตั้งเป้าหมายอะไรเลยสักครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องตั้งเป้าหมาย ได้แต่ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน เดือนชนเดือน ซึ่งหลังจากที่ผมทำการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต มันทำให้ผมมีกำลังใจที่จะเก็บเงิน อย่างน้อยก็รู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร ผมตั้งเป้าหมายว่าต้องเก็บเงินไปต่างประเทศให้ได้ภายใน2ปีนี้(เกิดมาไม่เคยไปต่างประเทศเลย) และนั่นทำให้ผมเริ่มมีกระปุกออมสินพิเศษ นั่นคือ "กระปุกออมประสบการณ์จากต่างแดน" เป็นใบแรก
2.เริ่มจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย
ปกติทุกครั้งที่ผมจ่ายเงินออกไป จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจ่ายค่าอะไรไปบ้าง คือในกระเป๋ามีเงินอยู่เท่าไรต้องใช้ให้หมด เพราะมันคือความสุขในการใช้ชีวิต และผมได้ใช้ชีวิตแบบไฮโซโก้เก๋ด้วย ซึ่งนั่นคือความคิดที่ผิดมาก แต่หลังจากที่ผมทำบัญชีรายรับรายจ่าย แรกๆก็ขี้เกียจที่จะลงบันทึกทุกสิ่งอย่าง แต่หลังจากที่ได้ทำมันแล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้ทำให้ผมมีวินัยในการใช้จ่ายมากขึ้น คิดก่อนใช้(เพราะขี้เกียจจดเลยไม่จ่ายดีกว่า)

***สืบเนื่องจากมีคอมเม้นที่ถามกันเรื่องตาราง รายรับ-จ่าย กันมามากมายนะครับ ผมทำลิงค์โหลดไว้ให้นะครับ สามารถโหลดมาลองใช้ดูได้เลยครับ
http://www.absl.ac.th/index.php?mod=news_full&id_news=1&path=web/news_other&show_h=0
ลองโหลดดูนะครับ ได้หรือไม่ได้บอกด้วยนะครับ
3.แบ่งเงินใช้ในแต่ละวัน
ปกติผมจะกดเงินสดมาไว้ในกระเป๋าครั้งละหลายบาท พอใช้หมดก็กดใหม่ เป็บแบบนี้ไปจนสิ้นเดือนและเงินก็หมดในที่สุด ผมเจอวิธีนี้จากเพจเช่นกัน ผมจึงเริ่มทันทีด้วยการแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ ผมเชื่อว่าการกินวันละ100บาทนั้นสามารถอยู่ในกรุงเทพฯได้(มีคนทำมาแล้ว) ผมก็เลยแบ่งเงินออกเป็น30กอง กองละ 100 บาท และสามารถใช้ได้แค่วันละ100เท่านั้น(เฉพาะเงินกิน ไม่รวมค่าเดินทางและอื่นๆ) ซึ่งตอนแรกผมมองว่าโครตยาก แต่หลังจากลงมือทำไปได้สัก 1 อาทิตย์ ไม่น่าเชื่อ ผมสามารถกินอาหารได้วันละ 100 บาทได้จริงๆด้วย
***สำหรับที่ถามว่า 100 บาทผมกินอะไร ในเมืองกรุง
เช้า แซนวิชโฮลวีต(เน้นผัก) 30 บาท
กลางวัน ข้าวแกงปลอดสารพิษ ร้านป้า ข้างที่ทำงาน 35 บาท
เย็น ก๋วยเตี๋ยว/สลัดผัก 35 บาท
รวมทั้งสิ้น 100 บาท (และต้องหยอดกระปุกเพิ่มด้วย 20 บาท จากเงินที่มีอยู่)
4.เก็บภาษีเงินได้ และภาษีเงินจ่าย(ทันที)
ผมตั้งกฏไว้อีกหนึ่งข้อว่า ไม่ว่าจะรับเงินมากจากทางใดก็ตาม(รวมทั้งเงินเดือน) ต้องเก็บในกระปุกทันที 10% และ ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องกินหรือเรื่องเที่ยว(ยกเว้นค่าผ่อนรถ ค่าไฟ ค่าน้ำ) ให้เก็บเงินเข้ากระปุกทันที 20% นั้นก็คือ หากซื้อข้าวจานละ 100 บาท นั่นผมต้องจ่าย 120 บาทเลยทีเดียว โอย..คิดหนักๆ แต่สิ่งนี้ทำให้ผมมีเงินเก็บอีกหนึ่งกองด้วยกัน
หลังจากหยอดทุกวัน ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปลายเดือน ก็มีเงินพอสมควร
หลังจากนั้น ผมก็จดจำนวนเงินนั้นใส่การ์ดไว้ แล้วนำการ์ดนั้นใส่กระปุกไว้ เพื่อให้รู้ว่าเดือนนั้นเราเก็บเงินได้เท่าไร
5.ลงทุน
ผมเริ่มศึกษาการลงทุนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น LTF RMF หรือหุ้น หรือเงินออมทรัพ ประกันชีวิต มีมากมายก่ายกองสำหรับการลงทุนเพื่อใช้เงินไปทำงานแทนเรา ผมเองก็เริ่มเช่นกัน นำเงินที่ได้จากการเก็บนี้แหละครับ ไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ผมเริ่มจากกองทุนรวมที่ไม่มีขั้นต่ำ เพราะเงินเก็บเดือนแรกไม่ได้มากมายอะไร และอีกส่วนหนึ่งก็นำไปลงทุนในอาชีพเสริม ไม่ว่าจะขายของออนไลน์ หรืออะไรก็แล้วแต่เพื่อสร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้น และผมเชื่อว่าพี่ๆน้องที่อ่านอยู่นี้ มีวิธีเพิ่มพูนทรัพย์สินหลากหลายวิธีมากกว่าผมแน่นอน
สุดท้ายนี้ ขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ถึงแม้จะได้ประโยชน์มากน้อยอย่างไรกลับไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจนั่นก็คือ ผมได้ตอบแทนบุญคุณพี่ๆน้องที่เขียนประสบการณ์แบบนี้ ในเพจต่างๆและพันทิปไว้ ซึ่งผมนำมาใช้และทำทำให้ผมมั่นใจว่าเงินหนึ่งล้านแรกไม่น่าจะยากจนเกินไปสำหรับผม ผมเป็นลูกชาวนา ไม่ได้มีเงินทองมากมายติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ผมตั้งใจที่จะส่งต่อประสบการณ์นี้ ให้กับคนรุ่นต่อไป ตอบแทนสังคมคืนกลับไป
ปล.1. ขอบคุณเพื่อนรักผมมาก ที่บอกว่า "วันๆเห็นแต่เอ็งโพสวิธีใช้เงิน ทำไมไม่โพสวิธีหาเงินบ้างวะ" วันนี้มาโพสให้แล้วนะเพื่อน
ปล.2. ไม่รู้แท็กถูกห้องหรือเปล่านะครับ ถ้าผิดรบกวนแจ้งด้วยครับ โพสแบบนี้ครั้งแรกจริงๆ
cr: http://pantip.com/topic/33729347
1.ต้องการขอบคุณแบบอย่างที่ดีทุกท่านในกระทู้พันทิป หรือจากเพจต่างๆ ที่เป็นแนวทางให้ผมจากมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่ไม่มีเงินเก็บได้รู้จักเก็บเงิน
2.ต้องการเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆทุกคน ที่ไม่มีเงินเก็บเลยได้มีโอกาศได้เก็บเงินสู่ความมั่งคั่งในอนาคต
เข้าเรื่องเลยครับ
ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ที่รายได้ไม่ได้มากมายอะไร ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ และใช้ชีวิตแบบเหนือมาตรฐานเงินเดือนที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟสุดหรูแก้วละ 50-60 ต่อวัน หรือจะเป็นบุฟเฟ่ต์ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังทุกวันอาทิตย์ และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อมาทดแทนแรงกายที่เสียไปในแต่ละวันของการทำงาน
แต่แล้ววันหนึ่งผมเริ่มเห็นเพื่อนหลายคนแต่งงาน มีรถ มีบ้าน ไปต่างประเทศ และมีเงินเก็บมากมาย ทั้งๆที่วิถีชีวิตของเพื่อนๆผมก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่ผมใช้เลย แต่กลับใช้ชีวิตเรียบง่าย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันกลับมามองตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
วันต่อมา หลังจากที่ผมคิดได้แล้ว ก็เริ่มมาศึกษาหาข้อมูลต่างๆในเพจต่างๆ รวมทั้งพันทิป มีคนมากมายสอนวิธีการเก็บเงิน วิธีรวยต่างๆมากมาย ซึ่งนั่นเองทำให้ผมรู้ว่าเพราะอะไรทำไมผมถึงไม่มีเงินเก็บเลย แถมชักหน้าไม่ถึงหลัง เดือนชนเดือนด้วยซ้ำ ซึ่งหลังจากผมศึกษามาหลายแบบ ก็เริ่มตัดสินใจลงมือทำทันที ถึงจะช้าไป(ตอนนี้อายุ30แล้ว) แต่ผมคิดว่า ไม่มีอะไรสายเกินไป อายุเป็นแค่ตัวเลขจริงไหมครับ? ผมเลยลำดับมาคร่าวๆตามนี้ครับ
1.ตั้งเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายทางการเงิน
ตลอดชีวิต30ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยตั้งเป้าหมายอะไรเลยสักครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องตั้งเป้าหมาย ได้แต่ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน เดือนชนเดือน ซึ่งหลังจากที่ผมทำการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต มันทำให้ผมมีกำลังใจที่จะเก็บเงิน อย่างน้อยก็รู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร ผมตั้งเป้าหมายว่าต้องเก็บเงินไปต่างประเทศให้ได้ภายใน2ปีนี้(เกิดมาไม่เคยไปต่างประเทศเลย) และนั่นทำให้ผมเริ่มมีกระปุกออมสินพิเศษ นั่นคือ "กระปุกออมประสบการณ์จากต่างแดน" เป็นใบแรก
2.เริ่มจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย
ปกติทุกครั้งที่ผมจ่ายเงินออกไป จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจ่ายค่าอะไรไปบ้าง คือในกระเป๋ามีเงินอยู่เท่าไรต้องใช้ให้หมด เพราะมันคือความสุขในการใช้ชีวิต และผมได้ใช้ชีวิตแบบไฮโซโก้เก๋ด้วย ซึ่งนั่นคือความคิดที่ผิดมาก แต่หลังจากที่ผมทำบัญชีรายรับรายจ่าย แรกๆก็ขี้เกียจที่จะลงบันทึกทุกสิ่งอย่าง แต่หลังจากที่ได้ทำมันแล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้ทำให้ผมมีวินัยในการใช้จ่ายมากขึ้น คิดก่อนใช้(เพราะขี้เกียจจดเลยไม่จ่ายดีกว่า)
***สืบเนื่องจากมีคอมเม้นที่ถามกันเรื่องตาราง รายรับ-จ่าย กันมามากมายนะครับ ผมทำลิงค์โหลดไว้ให้นะครับ สามารถโหลดมาลองใช้ดูได้เลยครับ
http://www.absl.ac.th/index.php?mod=news_full&id_news=1&path=web/news_other&show_h=0
ลองโหลดดูนะครับ ได้หรือไม่ได้บอกด้วยนะครับ
3.แบ่งเงินใช้ในแต่ละวัน
ปกติผมจะกดเงินสดมาไว้ในกระเป๋าครั้งละหลายบาท พอใช้หมดก็กดใหม่ เป็บแบบนี้ไปจนสิ้นเดือนและเงินก็หมดในที่สุด ผมเจอวิธีนี้จากเพจเช่นกัน ผมจึงเริ่มทันทีด้วยการแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ ผมเชื่อว่าการกินวันละ100บาทนั้นสามารถอยู่ในกรุงเทพฯได้(มีคนทำมาแล้ว) ผมก็เลยแบ่งเงินออกเป็น30กอง กองละ 100 บาท และสามารถใช้ได้แค่วันละ100เท่านั้น(เฉพาะเงินกิน ไม่รวมค่าเดินทางและอื่นๆ) ซึ่งตอนแรกผมมองว่าโครตยาก แต่หลังจากลงมือทำไปได้สัก 1 อาทิตย์ ไม่น่าเชื่อ ผมสามารถกินอาหารได้วันละ 100 บาทได้จริงๆด้วย
***สำหรับที่ถามว่า 100 บาทผมกินอะไร ในเมืองกรุง
เช้า แซนวิชโฮลวีต(เน้นผัก) 30 บาท
กลางวัน ข้าวแกงปลอดสารพิษ ร้านป้า ข้างที่ทำงาน 35 บาท
เย็น ก๋วยเตี๋ยว/สลัดผัก 35 บาท
รวมทั้งสิ้น 100 บาท (และต้องหยอดกระปุกเพิ่มด้วย 20 บาท จากเงินที่มีอยู่)
4.เก็บภาษีเงินได้ และภาษีเงินจ่าย(ทันที)
ผมตั้งกฏไว้อีกหนึ่งข้อว่า ไม่ว่าจะรับเงินมากจากทางใดก็ตาม(รวมทั้งเงินเดือน) ต้องเก็บในกระปุกทันที 10% และ ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องกินหรือเรื่องเที่ยว(ยกเว้นค่าผ่อนรถ ค่าไฟ ค่าน้ำ) ให้เก็บเงินเข้ากระปุกทันที 20% นั้นก็คือ หากซื้อข้าวจานละ 100 บาท นั่นผมต้องจ่าย 120 บาทเลยทีเดียว โอย..คิดหนักๆ แต่สิ่งนี้ทำให้ผมมีเงินเก็บอีกหนึ่งกองด้วยกัน
หลังจากหยอดทุกวัน ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปลายเดือน ก็มีเงินพอสมควร
หลังจากนั้น ผมก็จดจำนวนเงินนั้นใส่การ์ดไว้ แล้วนำการ์ดนั้นใส่กระปุกไว้ เพื่อให้รู้ว่าเดือนนั้นเราเก็บเงินได้เท่าไร
5.ลงทุน
ผมเริ่มศึกษาการลงทุนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น LTF RMF หรือหุ้น หรือเงินออมทรัพ ประกันชีวิต มีมากมายก่ายกองสำหรับการลงทุนเพื่อใช้เงินไปทำงานแทนเรา ผมเองก็เริ่มเช่นกัน นำเงินที่ได้จากการเก็บนี้แหละครับ ไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ผมเริ่มจากกองทุนรวมที่ไม่มีขั้นต่ำ เพราะเงินเก็บเดือนแรกไม่ได้มากมายอะไร และอีกส่วนหนึ่งก็นำไปลงทุนในอาชีพเสริม ไม่ว่าจะขายของออนไลน์ หรืออะไรก็แล้วแต่เพื่อสร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้น และผมเชื่อว่าพี่ๆน้องที่อ่านอยู่นี้ มีวิธีเพิ่มพูนทรัพย์สินหลากหลายวิธีมากกว่าผมแน่นอน
สุดท้ายนี้ ขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ถึงแม้จะได้ประโยชน์มากน้อยอย่างไรกลับไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจนั่นก็คือ ผมได้ตอบแทนบุญคุณพี่ๆน้องที่เขียนประสบการณ์แบบนี้ ในเพจต่างๆและพันทิปไว้ ซึ่งผมนำมาใช้และทำทำให้ผมมั่นใจว่าเงินหนึ่งล้านแรกไม่น่าจะยากจนเกินไปสำหรับผม ผมเป็นลูกชาวนา ไม่ได้มีเงินทองมากมายติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ผมตั้งใจที่จะส่งต่อประสบการณ์นี้ ให้กับคนรุ่นต่อไป ตอบแทนสังคมคืนกลับไป
ปล.1. ขอบคุณเพื่อนรักผมมาก ที่บอกว่า "วันๆเห็นแต่เอ็งโพสวิธีใช้เงิน ทำไมไม่โพสวิธีหาเงินบ้างวะ" วันนี้มาโพสให้แล้วนะเพื่อน
ปล.2. ไม่รู้แท็กถูกห้องหรือเปล่านะครับ ถ้าผิดรบกวนแจ้งด้วยครับ โพสแบบนี้ครั้งแรกจริงๆ
cr: http://pantip.com/topic/33729347
วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558
การขยายพันธุ์มะนาวด้วยใบ
http://www.bangkoktoday.net/%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%9A/
วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
อยากฝากถึงคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หาไม่เจอ ชอบหลายอย่าง ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นหลัก เครดิต คุณท่ายาก เวปพันทิป
อยากฝากถึงคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หาไม่เจอ ชอบหลายอย่าง ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นหลัก
วิธีมันมีในหนังสือในเนต ร้อยแปดละครับ แต่ทำไม ทำตามละก็ยัง ไม่รู้จะเอาไงต่อ
ผมลองทำมาหลายวิธีละ ผมไม่ใช่คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่ผมดันรู้มากไป
รู้ไปหมดว่าตัวเองชอบนั่นนี่ ชอบหลายอย่าง หลายใจ รักพี่เสียดายน้อง อันนั้นก็สำคัญ อันนี้ก็อยากทำ อันนี้ก็ใช่ จนเลือกพลาด
ถ้าใครรีบอ่านแค่ 2 ข้อนี้พอ
1.หาความชอบให้ตรงจุด ตรงประเด็น
2.เอาข้อ 1 มาทำอย่างไรสักอย่างกับชีวิต จะงานหลัก งานอดิเรก งานข้างเคียง งานรายได้เสริม ว่าไป
หัวข้อ1. วิธีหาความชอบให้ตรงจุด เริ่มเลย
1.เตรียมกระดาษ 3 แผ่น + ส้ม 1 ผล
2.เขียนหัวข้อ
แผ่นที่ 1 ว่า 10 สิ่งที่ชอบทำ เอาเนื้อส้ม วางไว้
แผ่นที่ 2 ว่า 10 สิ่งที่ชอบเสพ บีบน้ำส้ม วางไว้
แผ่นที่ 3 ว่า 10 สิ่งที่จะทำก่อนตายหากมีโอกาส แกะเปลือกส้มวางไว้
ขั้นแรก ต้องลิสแยกประเภทการเสพกับการทำก่อน ขอเกริ่นก่อนว่าผมเลือกคณะผิดเพราะดันเลือกจากสิ่งที่ชอบเสพนี่แหละ
ตัวอย่าง
10 ข้อที่ชอบเสพ น้ำส้ม
1.ดูหนัง/การตูน
2.อ่านหนังสือ
3.กินเบียร์ (อันนี้เสพติดรึป่าว)
4.ชอบศึกษาเรื่องคอม เรื่องกล้อง
เรื่องการออมการลงทุน
และอื่นๆแล้วแต่จะบ้าในตอนนั้น (แต่ไม่ได้อยากเป็นช่างคอม ไม่ได้อยากเป็นช่างภาพ เสพเฉยๆ)
10 สิ่งที่ชอบทำ เนื้อส้ม
1.ดำน้ำ ว่ายน้ำ
2.เล่นกีฬา
3.เดินป่า ตั้งแคมป์
4.เล่นดนตรี
5.เดินทางท่องเที่ยว
6.ฝึกภาษา
7.สะสมของบางอย่าง
10 สิ่งที่อยากทำ หากมีโอกาส (ข้อนี้เขียนโดยไม่ต้องสนโลกความเป็นจริงเลยครับ เอาฟีลลิ่งบ้าๆของคุณออกมา ไว้ทำเวลาคุณมีโอกาส) เปลือกส้ม
1.ขับเครื่องบิน
2.ไปรบกับนักรบสปาตาร์
3.เล่นกล้าม
4.ไปนอกอวกาศ
5.ตามล่าหาซื้อดิจิม่อนเก็บไว้
6.ไปบอกชอบคนที่แอบชอบมาหลายปี
ความขัดแย้งอย่างนึงในตัวอย่างผมคือ
ผมชอบเสพหนังมาก เสพหนังสือและการ์ตูน เวลาเสพมันช่างถูกดูดเข้าไป แต่การเขียนหนังสือ วาดการ์ตูน มันน่าเบื่อ
ผมไม่ชอบดูการแข่งกีฬาหรือคอนเสิร์ตมันน่าเบื่อ แต่!!!สิ่งที่ผมชอบทำกลับเป็นพวกกีฬา ผจญภัย การเดินทาง และดนตรี
ผมสนใจเรื่องประเภทของกาแฟ วิธีชง กลิ่น มอคค่า เอสเปรสโซ่ อะไรๆอีกบ้าง ให้สั่งผมสั่งถูกหมด มีส่วนผสมอะไรบ้าง รู้หมด
แต่... ผมไม่กินกาแฟ ไม่ชอบรสชาติมันเลย รสมันติดๆฟันไงไม่รู้ ผมชอบกินชา และผมไม่รู้ด้วยว่าชามีกี่ประเภท แต่กินทุกวัน เขียนสั่งเอาตามเมนู
ผมชอบใส่ชุดบอล เป็นเอกลักษณ์ผมเลยไปไหนใส่ชุดบอล แต่โทษทีไม่ชอบเตะบอล เดาะบอลยังไม่เป็นเลยมั้ง ไม่ชอบกีฬาทีม ชอบว่ายน้ำ ดำน้ำ
เห็นมั้ยว่า สิ่งที่ชอบเสพกับชอบทำ บางทีก็ไม่ตรงกันเสมอไป
ตัวอย่างเช่น ดูโคนันครับ โคนันที่อ่านหนังสือสืบสวนของพ่อ แล้วชอบจนอยากเป็นนักสืบ
แต่ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนซะหน่อย โคนันชอบอ่านหนังสือสืบสวน เพราะหลงไหลเรื่องราวในนั้น อยากเป็นแบบนั้น ไม่ได้อยากมีหนังสือเป็นของตัวเอง
พร้อมกันก็ชอบเล่นฟุตบอล เล่นซะเก่งมาก แต่ก็แค่เอาเป็นงานอดิเรก ให้ร่างกายแข็งแรง
*ลองคิดดูถ้าโคนันเข้าใจผิดว่า ตัวเองชอบนิยายแนวสืบสวนสอบสวน แล้วไปเป็นนักเขียนนิยายสืบสวน กว่าจะรู้ตัวจริงๆของตัวเอง
คนไม่ตายฟรี เป็น พันละเรอะ
หัวข้อที่ 2 แล้วจะเอามาทำยังไงกับชีวิต
ข้อแรก คุณต้องวางน้ำหนัก ความสำคัญครับ
คนบางคนไม่ได้ทำงานที่ชอบ แต่ทำงานที่เฉยๆ เพื่อสิ่งที่ชอบ
เช่น หยอยศักดิ์ชอบสะสมโมเดลมาก มีความสุขที่สุดเวลาได้ประกอบโมเดล (แต่ไม่ได้อยากเป็นคนออกแบบโมเดล)
หยอกศักดิ์ก็ทำงานที่ถนัดเพื่อเงิน เพื่อที่จะเอาเงินมาสร้าง โกดังสะสมโมเดล ตั้งชมรมขึ้นมาเป็นงานอดิเรก
เพราะโมเดลเป็นสิ่งที่เสพ เอามาเป็นอาชีพไม่ได้ นอกจากจะ เป็นนักออกแบบ เป็นคนสร้าง ซึ่งอยากเป็นรึป่าว ถ้าไม่อยากเป็นแล้วไปทำจะพาลเกลียดเอานะ
มันควรอยู่ใน สายงานอาชีพที่จะทำงาน หรือควรอยู่ในงานอดิเรกดีกว่า
หลายๆอย่างขึ้นอยู่กับ 3 ข้อนี้คับ คือ โอกาส เงิน และความสามารถ
ทั้งนี้คุณชอบเล่นฟุตบอล มีความสุขที่ได้เล่น ว่างเมื่อไหร่ก็เฮ้ยเตะบอลกัน
หรืออยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ต้องติดทีมชาติให้ได้ต่อให้เกษียณแล้วกุกะจะเป็นโค้ช อยู่สายอาชีพนี้ไปตลอด
ผมจะยกตัวอย่างเรื่องผมคร่าวๆเองเลยที่เลือกคณะผิด
ผมชอบหนัง ชอบหนังสือ นี่เป็นสิ่งที่ผมชอบเสพมากที่สุดใช่ไหม
ผมจึงเลือกเรียน คอมพิวเตอร์อาร์ต ได้ทั้งการทำหนัง การคิดบท เขียนบท วาดรูป ปั้นโมเดล ได้ครบเลย แลดูชีวีสุขสันต์
ผลคือ ผมน่าจะแฮปปี้แบบเปปทีนนี่นา แต่ขอบอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเดินเข้าร้านการ์ตูนเลยครับ เกลียดไปเลย
ผมไม่ชอบ ผมอึดอัด ไม่มีความสุข แรกๆปี1 ก็สนุก แต่ที่สนุกเป็นเพราะเวลาคนเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สมองจะสดชื่นครับ
จากสิ่งที่ผมชอบทำ ผมจะหาเวลาฝึกภาษา เรียนรู้วัฒนธรรมของต่างชาติ หลงไหลการเดินทาง
ผมควรจะเรียน ศิลป์ศาสตร์ หรือการท่องเที่ยว แล้วไปนอนดูหนัง อ่านการ์ตูน เป็นงานอดิเรก ถูกมั้ย
เพราะเรื่องภาษา เรื่องการเดินทาง ผมหาความรู้ใส่ตัวมาสม่ำเสมอตั้งกะไหนกะไรแล้ว โดยที่ไม่รู้สึกเบื่อ
รู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ต้องเรียนรู้ไว้ มันเป็นสัญชาตญาณที่ทำไป
ผมกลับเอามาสลับกัน เข้าใจว่า ไอ้การท่องเที่ยวเนี่ยคืองานอดิเรก คนเราต้องเรียนในสิ่งที่ชอบสิ จะได้ทำงานในสิ่งที่ชอบ เปปทีนเขาก็ว่างั้น
ตอนนี้เป็นไงละ ปี 4 แล้วไง อีกเทอมเดียวก็จะจบแล้ว รู้สึกเหมือนอ้วกแล้วกลืน แล้วอ้วกใหม่ แล้วกลืนอีก 7 เทอม ก็ 7 รอบแล้วครับ เทอมสุดท้ายก็คงกลืนอ้วกอีก
ถ้าบางคนสงสัยว่าผมอดทนเรียนมาทำไม เสียเวลา
1.คือผมเลือกเอง ผมเลือกแล้ว และก่อนเลือกก็คิดดีแล้ว (ในตอนนั้น)
2.ค่าเทอม 50% ที่บ้านส่งผม ค่าหอและค่ากิน 100% ที่บ้านส่ง
3.ผมได้รับอนุญาติจากพ่อให้มาเรียนที่กรุงเทพ ในขณะที่ช่วงนั้นบ้านผมก็ไม่ค่อยพร้อม
แต่พ่อจับมือผมหน้าร้านข้าวมันไก่สัญญาว่าจะส่งผมเรียน และก็ไม่ผิดสัญญา
ฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องทำมากกว่า ความชอบ คือความรับผิดชอบ
ผมจึงค้นหาว่าจะหาทางออกแฟร์ๆยังไงโดยที่ไม่ทรมานตัวเอง และไม่เดือดร้อนที่บ้าน
ผมพบว่า
ภาษาเรียนข้างนอกได้ จบ1เรื่อง
ผมจบมาผมมีความรู้ด้านโปรดักชั่นกว้างขวาง ไปทำหนังสารคดีได้ ไปทำงานหนังสือสารคดี/การท่องเที่ยวได้ ตอบโจทย์ กับความชอบเรื่องการเดินทาง
เพราะผมไม่ได้บอกนิว่าอยากเป็นไกด์ แค่บอกว่าชีวิตผมคือการเดินทาง อาชีพอะไรที่ได้เดินทางเจอโลกบ่อยๆ ก็ตอบโจทย์ผมแล้ว
โอเค ผมเกลียดการเขียนการ์ตูน เกลียดการวาด แต่ผมมีใจให้การทำหนังนะ นี่คือการปรับทัศนคติ ว่าทุกอย่างไม่ได้แย่ไปทั้งหมด
ใครจะรู้วันนึงผมอาจจะถือกล้องวิดิโอ ไปซุ่มรอถ่าย ตุ๊กแก หลังบ้านคุณ เพื่อมาทำสารคดี งูเขียวกินตุ๊กแก ก็ได้
หากอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ขออภัยด้วยครับ เป็นกระทู้แรกที่อยากตั้งให้มันเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นบ้าง
ไปดูกระทู้ผมสิ มีแต่ถามๆๆ เอาความรู้ใส่ตัว จึงอยากจะตอบแทนอะไรชาวพันทิปบ้าง
ถ้าช่วยใครได้สักคน แค่นั้นก็ดีใจแล้วครับ
* อ่อเรื่องส้มนะ เป็นแค่การเปรียบเทียบครับ ว่าสิ่งที่เราชอบเสพหน่ะ มันก็เหมือนน้ำ เหมือนงานอดิเรก
สิ่งที่ทำจริงๆต่างหากคือเนื้อ ส่วนเปลือกส้ม ดูเหมือนไร้ความสำคัญ แต่ลองดูดีๆ มันลดกลิ่นเหม็นได้ ไล่มด แมลงได้
เปรียบเสมือน สิ่งแปลกใหม่ในชีวิต ที่ไม่น่ามี แต่ก็มีได้ คุณก็ดูเอาแล้วกันว่าเปลือกส้มของคุณเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
แต่ละคน ก็ส้มคนละพันธุ์ครับ
เพิ่มเติม เรื่องส้ม แกะแล้ว ก็รีบกินซะนะ เดี๋ยว มันเน่าแล้วจะเสียดายที่หลัง
http://pantip.com/topic/33008502
วิธีมันมีในหนังสือในเนต ร้อยแปดละครับ แต่ทำไม ทำตามละก็ยัง ไม่รู้จะเอาไงต่อ
ผมลองทำมาหลายวิธีละ ผมไม่ใช่คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่ผมดันรู้มากไป
รู้ไปหมดว่าตัวเองชอบนั่นนี่ ชอบหลายอย่าง หลายใจ รักพี่เสียดายน้อง อันนั้นก็สำคัญ อันนี้ก็อยากทำ อันนี้ก็ใช่ จนเลือกพลาด
ถ้าใครรีบอ่านแค่ 2 ข้อนี้พอ
1.หาความชอบให้ตรงจุด ตรงประเด็น
2.เอาข้อ 1 มาทำอย่างไรสักอย่างกับชีวิต จะงานหลัก งานอดิเรก งานข้างเคียง งานรายได้เสริม ว่าไป
หัวข้อ1. วิธีหาความชอบให้ตรงจุด เริ่มเลย
1.เตรียมกระดาษ 3 แผ่น + ส้ม 1 ผล
2.เขียนหัวข้อ
แผ่นที่ 1 ว่า 10 สิ่งที่ชอบทำ เอาเนื้อส้ม วางไว้
แผ่นที่ 2 ว่า 10 สิ่งที่ชอบเสพ บีบน้ำส้ม วางไว้
แผ่นที่ 3 ว่า 10 สิ่งที่จะทำก่อนตายหากมีโอกาส แกะเปลือกส้มวางไว้
ขั้นแรก ต้องลิสแยกประเภทการเสพกับการทำก่อน ขอเกริ่นก่อนว่าผมเลือกคณะผิดเพราะดันเลือกจากสิ่งที่ชอบเสพนี่แหละ
ตัวอย่าง
10 ข้อที่ชอบเสพ น้ำส้ม
1.ดูหนัง/การตูน
2.อ่านหนังสือ
3.กินเบียร์ (อันนี้เสพติดรึป่าว)
4.ชอบศึกษาเรื่องคอม เรื่องกล้อง
เรื่องการออมการลงทุน
และอื่นๆแล้วแต่จะบ้าในตอนนั้น (แต่ไม่ได้อยากเป็นช่างคอม ไม่ได้อยากเป็นช่างภาพ เสพเฉยๆ)
10 สิ่งที่ชอบทำ เนื้อส้ม
1.ดำน้ำ ว่ายน้ำ
2.เล่นกีฬา
3.เดินป่า ตั้งแคมป์
4.เล่นดนตรี
5.เดินทางท่องเที่ยว
6.ฝึกภาษา
7.สะสมของบางอย่าง
10 สิ่งที่อยากทำ หากมีโอกาส (ข้อนี้เขียนโดยไม่ต้องสนโลกความเป็นจริงเลยครับ เอาฟีลลิ่งบ้าๆของคุณออกมา ไว้ทำเวลาคุณมีโอกาส) เปลือกส้ม
1.ขับเครื่องบิน
2.ไปรบกับนักรบสปาตาร์
3.เล่นกล้าม
4.ไปนอกอวกาศ
5.ตามล่าหาซื้อดิจิม่อนเก็บไว้
6.ไปบอกชอบคนที่แอบชอบมาหลายปี
ความขัดแย้งอย่างนึงในตัวอย่างผมคือ
ผมชอบเสพหนังมาก เสพหนังสือและการ์ตูน เวลาเสพมันช่างถูกดูดเข้าไป แต่การเขียนหนังสือ วาดการ์ตูน มันน่าเบื่อ
ผมไม่ชอบดูการแข่งกีฬาหรือคอนเสิร์ตมันน่าเบื่อ แต่!!!สิ่งที่ผมชอบทำกลับเป็นพวกกีฬา ผจญภัย การเดินทาง และดนตรี
ผมสนใจเรื่องประเภทของกาแฟ วิธีชง กลิ่น มอคค่า เอสเปรสโซ่ อะไรๆอีกบ้าง ให้สั่งผมสั่งถูกหมด มีส่วนผสมอะไรบ้าง รู้หมด
แต่... ผมไม่กินกาแฟ ไม่ชอบรสชาติมันเลย รสมันติดๆฟันไงไม่รู้ ผมชอบกินชา และผมไม่รู้ด้วยว่าชามีกี่ประเภท แต่กินทุกวัน เขียนสั่งเอาตามเมนู
ผมชอบใส่ชุดบอล เป็นเอกลักษณ์ผมเลยไปไหนใส่ชุดบอล แต่โทษทีไม่ชอบเตะบอล เดาะบอลยังไม่เป็นเลยมั้ง ไม่ชอบกีฬาทีม ชอบว่ายน้ำ ดำน้ำ
เห็นมั้ยว่า สิ่งที่ชอบเสพกับชอบทำ บางทีก็ไม่ตรงกันเสมอไป
ตัวอย่างเช่น ดูโคนันครับ โคนันที่อ่านหนังสือสืบสวนของพ่อ แล้วชอบจนอยากเป็นนักสืบ
แต่ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนซะหน่อย โคนันชอบอ่านหนังสือสืบสวน เพราะหลงไหลเรื่องราวในนั้น อยากเป็นแบบนั้น ไม่ได้อยากมีหนังสือเป็นของตัวเอง
พร้อมกันก็ชอบเล่นฟุตบอล เล่นซะเก่งมาก แต่ก็แค่เอาเป็นงานอดิเรก ให้ร่างกายแข็งแรง
*ลองคิดดูถ้าโคนันเข้าใจผิดว่า ตัวเองชอบนิยายแนวสืบสวนสอบสวน แล้วไปเป็นนักเขียนนิยายสืบสวน กว่าจะรู้ตัวจริงๆของตัวเอง
คนไม่ตายฟรี เป็น พันละเรอะ
หัวข้อที่ 2 แล้วจะเอามาทำยังไงกับชีวิต
ข้อแรก คุณต้องวางน้ำหนัก ความสำคัญครับ
คนบางคนไม่ได้ทำงานที่ชอบ แต่ทำงานที่เฉยๆ เพื่อสิ่งที่ชอบ
เช่น หยอยศักดิ์ชอบสะสมโมเดลมาก มีความสุขที่สุดเวลาได้ประกอบโมเดล (แต่ไม่ได้อยากเป็นคนออกแบบโมเดล)
หยอกศักดิ์ก็ทำงานที่ถนัดเพื่อเงิน เพื่อที่จะเอาเงินมาสร้าง โกดังสะสมโมเดล ตั้งชมรมขึ้นมาเป็นงานอดิเรก
เพราะโมเดลเป็นสิ่งที่เสพ เอามาเป็นอาชีพไม่ได้ นอกจากจะ เป็นนักออกแบบ เป็นคนสร้าง ซึ่งอยากเป็นรึป่าว ถ้าไม่อยากเป็นแล้วไปทำจะพาลเกลียดเอานะ
มันควรอยู่ใน สายงานอาชีพที่จะทำงาน หรือควรอยู่ในงานอดิเรกดีกว่า
หลายๆอย่างขึ้นอยู่กับ 3 ข้อนี้คับ คือ โอกาส เงิน และความสามารถ
ทั้งนี้คุณชอบเล่นฟุตบอล มีความสุขที่ได้เล่น ว่างเมื่อไหร่ก็เฮ้ยเตะบอลกัน
หรืออยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ต้องติดทีมชาติให้ได้ต่อให้เกษียณแล้วกุกะจะเป็นโค้ช อยู่สายอาชีพนี้ไปตลอด
ผมจะยกตัวอย่างเรื่องผมคร่าวๆเองเลยที่เลือกคณะผิด
ผมชอบหนัง ชอบหนังสือ นี่เป็นสิ่งที่ผมชอบเสพมากที่สุดใช่ไหม
ผมจึงเลือกเรียน คอมพิวเตอร์อาร์ต ได้ทั้งการทำหนัง การคิดบท เขียนบท วาดรูป ปั้นโมเดล ได้ครบเลย แลดูชีวีสุขสันต์
ผลคือ ผมน่าจะแฮปปี้แบบเปปทีนนี่นา แต่ขอบอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเดินเข้าร้านการ์ตูนเลยครับ เกลียดไปเลย
ผมไม่ชอบ ผมอึดอัด ไม่มีความสุข แรกๆปี1 ก็สนุก แต่ที่สนุกเป็นเพราะเวลาคนเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สมองจะสดชื่นครับ
จากสิ่งที่ผมชอบทำ ผมจะหาเวลาฝึกภาษา เรียนรู้วัฒนธรรมของต่างชาติ หลงไหลการเดินทาง
ผมควรจะเรียน ศิลป์ศาสตร์ หรือการท่องเที่ยว แล้วไปนอนดูหนัง อ่านการ์ตูน เป็นงานอดิเรก ถูกมั้ย
เพราะเรื่องภาษา เรื่องการเดินทาง ผมหาความรู้ใส่ตัวมาสม่ำเสมอตั้งกะไหนกะไรแล้ว โดยที่ไม่รู้สึกเบื่อ
รู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ต้องเรียนรู้ไว้ มันเป็นสัญชาตญาณที่ทำไป
ผมกลับเอามาสลับกัน เข้าใจว่า ไอ้การท่องเที่ยวเนี่ยคืองานอดิเรก คนเราต้องเรียนในสิ่งที่ชอบสิ จะได้ทำงานในสิ่งที่ชอบ เปปทีนเขาก็ว่างั้น
ตอนนี้เป็นไงละ ปี 4 แล้วไง อีกเทอมเดียวก็จะจบแล้ว รู้สึกเหมือนอ้วกแล้วกลืน แล้วอ้วกใหม่ แล้วกลืนอีก 7 เทอม ก็ 7 รอบแล้วครับ เทอมสุดท้ายก็คงกลืนอ้วกอีก
ถ้าบางคนสงสัยว่าผมอดทนเรียนมาทำไม เสียเวลา
1.คือผมเลือกเอง ผมเลือกแล้ว และก่อนเลือกก็คิดดีแล้ว (ในตอนนั้น)
2.ค่าเทอม 50% ที่บ้านส่งผม ค่าหอและค่ากิน 100% ที่บ้านส่ง
3.ผมได้รับอนุญาติจากพ่อให้มาเรียนที่กรุงเทพ ในขณะที่ช่วงนั้นบ้านผมก็ไม่ค่อยพร้อม
แต่พ่อจับมือผมหน้าร้านข้าวมันไก่สัญญาว่าจะส่งผมเรียน และก็ไม่ผิดสัญญา
ฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องทำมากกว่า ความชอบ คือความรับผิดชอบ
ผมจึงค้นหาว่าจะหาทางออกแฟร์ๆยังไงโดยที่ไม่ทรมานตัวเอง และไม่เดือดร้อนที่บ้าน
ผมพบว่า
ภาษาเรียนข้างนอกได้ จบ1เรื่อง
ผมจบมาผมมีความรู้ด้านโปรดักชั่นกว้างขวาง ไปทำหนังสารคดีได้ ไปทำงานหนังสือสารคดี/การท่องเที่ยวได้ ตอบโจทย์ กับความชอบเรื่องการเดินทาง
เพราะผมไม่ได้บอกนิว่าอยากเป็นไกด์ แค่บอกว่าชีวิตผมคือการเดินทาง อาชีพอะไรที่ได้เดินทางเจอโลกบ่อยๆ ก็ตอบโจทย์ผมแล้ว
โอเค ผมเกลียดการเขียนการ์ตูน เกลียดการวาด แต่ผมมีใจให้การทำหนังนะ นี่คือการปรับทัศนคติ ว่าทุกอย่างไม่ได้แย่ไปทั้งหมด
ใครจะรู้วันนึงผมอาจจะถือกล้องวิดิโอ ไปซุ่มรอถ่าย ตุ๊กแก หลังบ้านคุณ เพื่อมาทำสารคดี งูเขียวกินตุ๊กแก ก็ได้
หากอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ขออภัยด้วยครับ เป็นกระทู้แรกที่อยากตั้งให้มันเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นบ้าง
ไปดูกระทู้ผมสิ มีแต่ถามๆๆ เอาความรู้ใส่ตัว จึงอยากจะตอบแทนอะไรชาวพันทิปบ้าง
ถ้าช่วยใครได้สักคน แค่นั้นก็ดีใจแล้วครับ
* อ่อเรื่องส้มนะ เป็นแค่การเปรียบเทียบครับ ว่าสิ่งที่เราชอบเสพหน่ะ มันก็เหมือนน้ำ เหมือนงานอดิเรก
สิ่งที่ทำจริงๆต่างหากคือเนื้อ ส่วนเปลือกส้ม ดูเหมือนไร้ความสำคัญ แต่ลองดูดีๆ มันลดกลิ่นเหม็นได้ ไล่มด แมลงได้
เปรียบเสมือน สิ่งแปลกใหม่ในชีวิต ที่ไม่น่ามี แต่ก็มีได้ คุณก็ดูเอาแล้วกันว่าเปลือกส้มของคุณเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
แต่ละคน ก็ส้มคนละพันธุ์ครับ
เพิ่มเติม เรื่องส้ม แกะแล้ว ก็รีบกินซะนะ เดี๋ยว มันเน่าแล้วจะเสียดายที่หลัง
http://pantip.com/topic/33008502
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558
การจากไปของพ่อ.. มรดกหนี้ 40 ล้าน.. เเบงค์ฟ้องยึดที่ 4 แห่ง.. เเละการตัดสินใจของเเม่..
เรื่องเล่าจากพันทิปดอทคอม เครดิต http://pantip.com/topic/32067104 คุณนักเป่าขลุ่ย
การจากไปของพ่อ.. มรดกหนี้ 40 ล้าน.. เเบงค์ฟ้องยึดที่ 4 แห่ง.. เเละการตัดสินใจของเเม่..
“เราเหลือกันเเค่นี้นะลูก” คำพูดของเเม่ผมขณะขับรถกลับบ้านหลังงานศพพ่อ (3ปีก่อน)
“ก็จะให้ทำยังไง งานมันยังไม่เสร็จ” พ่อบ่นเเม่ขณะนั้งตรวจเอกสารบนเตียงผู้ป่วยห้อง ICU โรงพยาบาลกรุงเทพ (4ปีก่อน)
“ยังไงเราก็ต้องปล่อยบ้านให้เขายึดไปนะลูก” เเม่พูดขนาดนั้งอยู่ในออฟฟิต กับเอกสารหนี้ทั้งหมด (2ปีก่อน)
“เอาวะ! ทนอีกซัก 10 ปี รอให้เอ็งโตก่อน ป๊าค่อยวางมือ” พ่อผมพูด ขณะขับรถเขาออฟฟิตก่อนเสียชีวิตประมาณครึ่งปี (4ปีก่อน)
ย้อยไปเมื่อ 3 ปีก่อน.....
ผมเคยมาตั้งกระทู้ครั้งนึงเพราะไม่รู้จะเเก้ไขเรื่องราวต่างๆได้อย่างไร พ่อผมขยายธุรกิจ กู้เเบงค์กว่า 40 ล้าน ขณะที่ทรัพยากรบุคคลยังไม่พร้อม เศษรฐกิจที่ซบเซ้าลง เเละสุขภาพ
พ่อผมเป็นคนชอบคิด ชอบทำงาน เราเคยมีเงินเก็บหลายล้านจากการขายของเก่าบ้าง กระดาษบ้าง พลาสติกบ้าง ก่อนเเบงค์จะเข้ามาเสนอการลงทุนเเละสร้างโรงงานผลิตเอง
สมัยนั้นผมยังเรียนอยู่ เศษรฐกิจค่อยๆชลอตัวลงเรื่อยๆ งานทางบ้านผมเป็นตัวดูฐานเศษรฐกิจได้เป็นอย่างดีเนื่องจากทำงานด้าน packaging เป็นหลัก
กิจการที่บ้านมาสะดุดตอนที่พ่อผมโดนโกงหลายล้าน เเละเป็นเวลาที่พ่อผมป่วยด้วย ใช้เงินรักษาไปหลายล้าน สุดท้ายท่านก็เสียชีวิตลงเมื่อ 3 ปีก่อนด้วยโรคตับ
หลังจากพ่อเสีย ผมเพิ่มมารู้ว่าที่บ้านมีหนี้กว่า 40 ล้าน!!
ตอนนั้นมึนไปหมด เพราะที่บ้านต้องเเบกรับหนี้กว่า 40 ล้านบาท กับการขาดทุนกว่า 400,000 บาทต่อเดือน ผมยังเรียนไม่จบ เเละเเม่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องงานที่ทำดีพอ
ตอนนั้นเราเเย่กันมาก ผมกะจะ drop เรียนจากมหาลัยมาช่วยงานที่บ้าน เเต่เเม่ไม่ให้ เราทะเลาะกันบ้างตอนนั้น เเต่ผมพยายามจะสงบที่สุด เพราะไม่อยากให้เเม่เสียใจมากไปกว่านี้ เพราะตั้งเเต่พ่อเสีย เเม่ก็ต้องรับปัญหาทุกอย่างเองคนเดียวทั้งหมด..
ผมขอเกรินไว้เท่านี้นะครับ กับงานที่ทำ คราวนี้ขอกล่าวเกี่ยวกับ เหตุการณ์หลังจากนี้ว่าที่บ้านผมผ่านวิกฤตมาอย่างไร
เราคุยกัน 1 เรื่อง ว่าเราจะสู้ต่อหรือทิ้งทุกอย่าง เเม่เลือกลุยต่อ ผมก็เลือกทางนี้เช่นเดียวกัน (เเม้จะยังไม่เห็นหนทางออกใดๆเลย) เท่ากับว่าเราเลือกตรงกัน
ตอนนั้นผมขอบวชให้พ่อ หลังจากที่พ่อผมเสีย ผมบวช 1 เดือนเป็นนาค 1 เดือน เท่ากับ 2 เดือน
เเม่ผมไปติดต่อกับเเบงค์ขอหยุดผ่อนก่อน เพราะยังไม่ไหวพร้อมกับเล่าปัญหาต่างๆให้เเบงค์ฟัง เเต่เเบงค์กับไม่ช่วยอะไรเลย เเถวยังขู่อีกว่าถ้าจ่ายไม่ได้ก็จะต้องยึดที่อีก ยังไงคือก็ต้องจ่าย เเถมเเบงค์หาคนเตรียมซื้อที่โรงงานเราเเล้ว ถ้ารู้ว่าเราผ่อนไม่ไหว ตอนนั้นผมยังไม่รู้ เพราะบวชอยู่ มารู้ทีหลัง รู้สึกว่าเรื่องนี้เเบงค์เเย่มากเกินไป เพราะที่บ้านผมโดยปัญหาเยอะมาก เจอคนโกง พ่อเสียชีวิต ธุรกิจกำลังเเย่ เเถมเจอคนเเบงค์เเเบบนี้อีก จริงๆเเบงค์น่าจะหาทางช่วยได้ เพราะเเบงค์รู้เรื่องการเงินเราดีอยู่เเล้ว เเถวมีความรู้เรื้องเงินดีกว่าด้วย เเต่สุดท้ายกับจะเอาเเต่กำไรอย่างเดียวเลย
สิ่งที่เเม่ผมทำคือ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด งดจ่ายหนี้เเบงค์รายเดือนทุกอย่าง (ยอดรวม 4เเสน) เเถมไม่ออก ทำงานต่อไป ไม่มีเงินจ่าย ไม่ย้ายไปไหน ทำงานต่อไป เก็บเงินอย่างเดียว ในเมื่อคุยไม่รู้เรื่องก็ไม่คุย
จนเเบค์ต้องมาเคลียด้วย เเละนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปรดหนี้ของบ้านผม สิ่งที่เเม่คิดคือ เราไม่มีเงินเเเล้ว เราต้องดึงเงินในมือคือมา cash flow สำคัญมาก เเม่ผมงดจ่ายหนี้ทุกอย่างหมด เเละเตรียมพร้อมบางอย่างไว้ เเม้จะเรื่องที่เสี่ยง เเต่มันจำเป็น เราไม่เหลือเงินในมือกันเลย
ตอนนั้นเเบงค์มาคุย เเละขอเคลียหนี้ เเม่ผมไม่คุยด้วย เเละดึงเรื่องยาวถึงศาล (ประเด็นคือยืดเวลาให้มากที่สุด ไหนๆก็ไหนๆเเล้ว เพื่อดึงเงินเก็บให้มากที่สุด ไว้สำหรับการต่อรอง)
เราดึงเวลามาครึ่งปี ก็จบลงด้วยที่ศาลตัดสินว่าเราต้องจ่ายเงินเเบงค์คืนประมาณ 40 กว่าล้าน เเม่ผมเลยตัดสินใจปล่อยโรงงานทิ้ง 3 โรง เวนคืนให้เเบงค์ เเละปล่อยบ้านด้วย T T เท่ากับเราเหลือหนี้ประมาณ 20 กว่าล้าน
** อีกประเด็นนึงที่ผมเกลียดเเบงค์นะคือ
(ตอนซื้อที่โรงงาน บ้านผมก็ซื้อที่จากเเบงค์นี้ เเบงค์ประเมินให้สินทรัพย์โดยรวมกว่า 15 ล้านบาท ขาย 17 ล้าน เเต่ตอนเวนคือเเบงค์กลับให้เเค่ 6 ล้านเป็นยอดปรดหนี้ไป จริงๆผมเข้าใจเเบงค์นะว่าธุรกิจมันต้องมีกำไร เเต่ในช่วงที่บ้านผมไม่เหลืออะไรเลย เเบงค์กับไม่ช่วยอะไรซักอย่าง เเถมยังเอาเเต่ได้กับได้)
สุดท้ายเราเหลือเเค่ตัวโรงงานเล็กๆ สมัยพ่อผมเก็บของเก่าขาย (จริงๆก็ไม่เหลือครับ เป็นของเเบงค์ไปเเล้ว เเต่เราทำสัญญาผ่อนจ่ายต่อไป) เเม่โอนเครื่องจักรงานทุกอย่างมาที่นี้หมด พร้อมกับปรับโครงสร้างงานใหม่หมด สิ่งที่เราทำคือ
-ลดรายจ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายลดจากรายจ่าย 4 เเสนต่อเดือน เหลือ 160,000 บาท
-ปรับโครงสร้างงานใหม่ทั้งหมด ส่งของให้เร็วขึ้น เพราะไม่มีพื้นที่ เหลือเเต่โรงงานเล็กๆ
-ทิ้งลูกค้าที่ไม่มีกำไร หรือกำไรน้อยออกไปกว่า 40 รายเพราะกำลังผลิตมีน้อยลง
-ประคองลูกค้าเก่าที่สำคัญๆไว้
เท่ากับว่าเรากลับมาเริ่มต้นใหม่จากเงินที่ติดลบกว่า 20 ล้าน
ตอนนี้ผ่านไป 3 ปีเเล้วตั้งเเต่พ่อผมเสีย เราสามารถประคองธุรกิจได้อยู่ ขณะที่หนี้ลดลงมาเหลือ 10 กว่าล้าน
สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ เราโชคดีที่ตัดสินใจถูก เเละเราช่วยกันประคองกันตลอดเวลา ถึงเเม้ตอนนี้ยังคงมีหนี้อยู่กับ 10 ล้านเเละยังมีปัญหาอีกมากมาย เเต่ก็ถือว่าดีกว่าเเต่ก่อนมากเเล้ว
ช่วงหลังๆผมเห็นคนในพันทิปหลายรายที่ เครียดกับการขาดทุนในสภาวะเศษรฐกิจตอนนี้ และไม่รู้จะเเก้อย่างไร ผมเลยเขียนเรื่องราวของบ้านผมดู ไม่รู้จะมีประโยชน์หรือเปล่านะครับ
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ
- สำหรับธุรกิจเเล้ว cash flow สำคัญมาก อย่างให้เงินขาดมือเด็ดขาด
- ถ้ารู้ว่าเดินเกมผิด ให้เปลี่ยนเเผนทันที เสียเบี้ยบางตัว ดีกว่าเสียหมากทั้งกระดาน
- อย่าให้ credit ใครเกิน 3% จากยอดทุนจดทะเบียน ผมเคยลองคำนวนดู พวกที่ดึง credit เกิน 5% สุดท้ายเป็นหนี้เสียกว่า 80% ครับ (อย่ากลัวที่จะขอ statement มาดูลูกค้าก่อนจะให้ credit)
- การลดรายจ่าย (fixed cost) สำคัญกว่าการหารายได้
- พยายามลองเปิดตลาดใหม่ เราเป็นลูกค้าใคร ใช้สินค้าของใคร จำไว้ว่าเค้าก็เป็นลูกค้าเราได้เหมือนกัน
- บุคคลากร คนมีฝีมือ กอดไว้ให้เเน่นๆ อย่าให้หนีไปไหน
- อย่าตัดราคาสินค้าตัวเองจนไม่มีกำไร ให้เสนอเงื่อนไขที่ลูกค้าจะได้ประโยชน์เพิ่ม ในขณะที่กำไรเราเท่าเดิม (ลองดูครับ ถ้าจับจุดได้ คุณจะเปิดตลาดใหม่ได้อีกเยอะเลย)
- ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายใหญ่ ให้ตั้งเป้าหมายง่ายๆ ในเเต่ละวัน เเละทำมันให้สำเร็จ อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่ (ถ้าวันนี้คุณยังมีหนี้อยู่ เเสดงว่าคุณได้ผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวมาอย่างโชคโชนเเล้ว)
- ข้อสุดท้ายที่จะชี้เเนะได้ คือ เที่ยวครับ ออกไปเที่ยวเลย ที่ไหนก็ได้ที่อยากไป การเที่ยวครั้งนึงเสียเงินไม่เยอะมากหรอก คุณขาดทุนมาเยอะเเล้ว ขาดทุนอีกนิดเพื่อตัวเองจะเป็นไรไป การออกไปเที่ยวมันจะทำให้เราได้ปลดปล่อยอะไรหลายๆอย่างออกไป ทางออกของปัญหามันจะมาตอนที่ใจเราผ่อนคลาย
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะครับ
การจากไปของพ่อ.. มรดกหนี้ 40 ล้าน.. เเบงค์ฟ้องยึดที่ 4 แห่ง.. เเละการตัดสินใจของเเม่..
“เราเหลือกันเเค่นี้นะลูก” คำพูดของเเม่ผมขณะขับรถกลับบ้านหลังงานศพพ่อ (3ปีก่อน)
“ก็จะให้ทำยังไง งานมันยังไม่เสร็จ” พ่อบ่นเเม่ขณะนั้งตรวจเอกสารบนเตียงผู้ป่วยห้อง ICU โรงพยาบาลกรุงเทพ (4ปีก่อน)
“ยังไงเราก็ต้องปล่อยบ้านให้เขายึดไปนะลูก” เเม่พูดขนาดนั้งอยู่ในออฟฟิต กับเอกสารหนี้ทั้งหมด (2ปีก่อน)
“เอาวะ! ทนอีกซัก 10 ปี รอให้เอ็งโตก่อน ป๊าค่อยวางมือ” พ่อผมพูด ขณะขับรถเขาออฟฟิตก่อนเสียชีวิตประมาณครึ่งปี (4ปีก่อน)
ย้อยไปเมื่อ 3 ปีก่อน.....
ผมเคยมาตั้งกระทู้ครั้งนึงเพราะไม่รู้จะเเก้ไขเรื่องราวต่างๆได้อย่างไร พ่อผมขยายธุรกิจ กู้เเบงค์กว่า 40 ล้าน ขณะที่ทรัพยากรบุคคลยังไม่พร้อม เศษรฐกิจที่ซบเซ้าลง เเละสุขภาพ
พ่อผมเป็นคนชอบคิด ชอบทำงาน เราเคยมีเงินเก็บหลายล้านจากการขายของเก่าบ้าง กระดาษบ้าง พลาสติกบ้าง ก่อนเเบงค์จะเข้ามาเสนอการลงทุนเเละสร้างโรงงานผลิตเอง
สมัยนั้นผมยังเรียนอยู่ เศษรฐกิจค่อยๆชลอตัวลงเรื่อยๆ งานทางบ้านผมเป็นตัวดูฐานเศษรฐกิจได้เป็นอย่างดีเนื่องจากทำงานด้าน packaging เป็นหลัก
กิจการที่บ้านมาสะดุดตอนที่พ่อผมโดนโกงหลายล้าน เเละเป็นเวลาที่พ่อผมป่วยด้วย ใช้เงินรักษาไปหลายล้าน สุดท้ายท่านก็เสียชีวิตลงเมื่อ 3 ปีก่อนด้วยโรคตับ
หลังจากพ่อเสีย ผมเพิ่มมารู้ว่าที่บ้านมีหนี้กว่า 40 ล้าน!!
ตอนนั้นมึนไปหมด เพราะที่บ้านต้องเเบกรับหนี้กว่า 40 ล้านบาท กับการขาดทุนกว่า 400,000 บาทต่อเดือน ผมยังเรียนไม่จบ เเละเเม่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องงานที่ทำดีพอ
ตอนนั้นเราเเย่กันมาก ผมกะจะ drop เรียนจากมหาลัยมาช่วยงานที่บ้าน เเต่เเม่ไม่ให้ เราทะเลาะกันบ้างตอนนั้น เเต่ผมพยายามจะสงบที่สุด เพราะไม่อยากให้เเม่เสียใจมากไปกว่านี้ เพราะตั้งเเต่พ่อเสีย เเม่ก็ต้องรับปัญหาทุกอย่างเองคนเดียวทั้งหมด..
ผมขอเกรินไว้เท่านี้นะครับ กับงานที่ทำ คราวนี้ขอกล่าวเกี่ยวกับ เหตุการณ์หลังจากนี้ว่าที่บ้านผมผ่านวิกฤตมาอย่างไร
เราคุยกัน 1 เรื่อง ว่าเราจะสู้ต่อหรือทิ้งทุกอย่าง เเม่เลือกลุยต่อ ผมก็เลือกทางนี้เช่นเดียวกัน (เเม้จะยังไม่เห็นหนทางออกใดๆเลย) เท่ากับว่าเราเลือกตรงกัน
ตอนนั้นผมขอบวชให้พ่อ หลังจากที่พ่อผมเสีย ผมบวช 1 เดือนเป็นนาค 1 เดือน เท่ากับ 2 เดือน
เเม่ผมไปติดต่อกับเเบงค์ขอหยุดผ่อนก่อน เพราะยังไม่ไหวพร้อมกับเล่าปัญหาต่างๆให้เเบงค์ฟัง เเต่เเบงค์กับไม่ช่วยอะไรเลย เเถวยังขู่อีกว่าถ้าจ่ายไม่ได้ก็จะต้องยึดที่อีก ยังไงคือก็ต้องจ่าย เเถมเเบงค์หาคนเตรียมซื้อที่โรงงานเราเเล้ว ถ้ารู้ว่าเราผ่อนไม่ไหว ตอนนั้นผมยังไม่รู้ เพราะบวชอยู่ มารู้ทีหลัง รู้สึกว่าเรื่องนี้เเบงค์เเย่มากเกินไป เพราะที่บ้านผมโดยปัญหาเยอะมาก เจอคนโกง พ่อเสียชีวิต ธุรกิจกำลังเเย่ เเถมเจอคนเเบงค์เเเบบนี้อีก จริงๆเเบงค์น่าจะหาทางช่วยได้ เพราะเเบงค์รู้เรื่องการเงินเราดีอยู่เเล้ว เเถวมีความรู้เรื้องเงินดีกว่าด้วย เเต่สุดท้ายกับจะเอาเเต่กำไรอย่างเดียวเลย
สิ่งที่เเม่ผมทำคือ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด งดจ่ายหนี้เเบงค์รายเดือนทุกอย่าง (ยอดรวม 4เเสน) เเถมไม่ออก ทำงานต่อไป ไม่มีเงินจ่าย ไม่ย้ายไปไหน ทำงานต่อไป เก็บเงินอย่างเดียว ในเมื่อคุยไม่รู้เรื่องก็ไม่คุย
จนเเบค์ต้องมาเคลียด้วย เเละนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปรดหนี้ของบ้านผม สิ่งที่เเม่คิดคือ เราไม่มีเงินเเเล้ว เราต้องดึงเงินในมือคือมา cash flow สำคัญมาก เเม่ผมงดจ่ายหนี้ทุกอย่างหมด เเละเตรียมพร้อมบางอย่างไว้ เเม้จะเรื่องที่เสี่ยง เเต่มันจำเป็น เราไม่เหลือเงินในมือกันเลย
ตอนนั้นเเบงค์มาคุย เเละขอเคลียหนี้ เเม่ผมไม่คุยด้วย เเละดึงเรื่องยาวถึงศาล (ประเด็นคือยืดเวลาให้มากที่สุด ไหนๆก็ไหนๆเเล้ว เพื่อดึงเงินเก็บให้มากที่สุด ไว้สำหรับการต่อรอง)
เราดึงเวลามาครึ่งปี ก็จบลงด้วยที่ศาลตัดสินว่าเราต้องจ่ายเงินเเบงค์คืนประมาณ 40 กว่าล้าน เเม่ผมเลยตัดสินใจปล่อยโรงงานทิ้ง 3 โรง เวนคืนให้เเบงค์ เเละปล่อยบ้านด้วย T T เท่ากับเราเหลือหนี้ประมาณ 20 กว่าล้าน
** อีกประเด็นนึงที่ผมเกลียดเเบงค์นะคือ
(ตอนซื้อที่โรงงาน บ้านผมก็ซื้อที่จากเเบงค์นี้ เเบงค์ประเมินให้สินทรัพย์โดยรวมกว่า 15 ล้านบาท ขาย 17 ล้าน เเต่ตอนเวนคือเเบงค์กลับให้เเค่ 6 ล้านเป็นยอดปรดหนี้ไป จริงๆผมเข้าใจเเบงค์นะว่าธุรกิจมันต้องมีกำไร เเต่ในช่วงที่บ้านผมไม่เหลืออะไรเลย เเบงค์กับไม่ช่วยอะไรซักอย่าง เเถมยังเอาเเต่ได้กับได้)
สุดท้ายเราเหลือเเค่ตัวโรงงานเล็กๆ สมัยพ่อผมเก็บของเก่าขาย (จริงๆก็ไม่เหลือครับ เป็นของเเบงค์ไปเเล้ว เเต่เราทำสัญญาผ่อนจ่ายต่อไป) เเม่โอนเครื่องจักรงานทุกอย่างมาที่นี้หมด พร้อมกับปรับโครงสร้างงานใหม่หมด สิ่งที่เราทำคือ
-ลดรายจ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายลดจากรายจ่าย 4 เเสนต่อเดือน เหลือ 160,000 บาท
-ปรับโครงสร้างงานใหม่ทั้งหมด ส่งของให้เร็วขึ้น เพราะไม่มีพื้นที่ เหลือเเต่โรงงานเล็กๆ
-ทิ้งลูกค้าที่ไม่มีกำไร หรือกำไรน้อยออกไปกว่า 40 รายเพราะกำลังผลิตมีน้อยลง
-ประคองลูกค้าเก่าที่สำคัญๆไว้
เท่ากับว่าเรากลับมาเริ่มต้นใหม่จากเงินที่ติดลบกว่า 20 ล้าน
ตอนนี้ผ่านไป 3 ปีเเล้วตั้งเเต่พ่อผมเสีย เราสามารถประคองธุรกิจได้อยู่ ขณะที่หนี้ลดลงมาเหลือ 10 กว่าล้าน
สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ เราโชคดีที่ตัดสินใจถูก เเละเราช่วยกันประคองกันตลอดเวลา ถึงเเม้ตอนนี้ยังคงมีหนี้อยู่กับ 10 ล้านเเละยังมีปัญหาอีกมากมาย เเต่ก็ถือว่าดีกว่าเเต่ก่อนมากเเล้ว
ช่วงหลังๆผมเห็นคนในพันทิปหลายรายที่ เครียดกับการขาดทุนในสภาวะเศษรฐกิจตอนนี้ และไม่รู้จะเเก้อย่างไร ผมเลยเขียนเรื่องราวของบ้านผมดู ไม่รู้จะมีประโยชน์หรือเปล่านะครับ
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ
- สำหรับธุรกิจเเล้ว cash flow สำคัญมาก อย่างให้เงินขาดมือเด็ดขาด
- ถ้ารู้ว่าเดินเกมผิด ให้เปลี่ยนเเผนทันที เสียเบี้ยบางตัว ดีกว่าเสียหมากทั้งกระดาน
- อย่าให้ credit ใครเกิน 3% จากยอดทุนจดทะเบียน ผมเคยลองคำนวนดู พวกที่ดึง credit เกิน 5% สุดท้ายเป็นหนี้เสียกว่า 80% ครับ (อย่ากลัวที่จะขอ statement มาดูลูกค้าก่อนจะให้ credit)
- การลดรายจ่าย (fixed cost) สำคัญกว่าการหารายได้
- พยายามลองเปิดตลาดใหม่ เราเป็นลูกค้าใคร ใช้สินค้าของใคร จำไว้ว่าเค้าก็เป็นลูกค้าเราได้เหมือนกัน
- บุคคลากร คนมีฝีมือ กอดไว้ให้เเน่นๆ อย่าให้หนีไปไหน
- อย่าตัดราคาสินค้าตัวเองจนไม่มีกำไร ให้เสนอเงื่อนไขที่ลูกค้าจะได้ประโยชน์เพิ่ม ในขณะที่กำไรเราเท่าเดิม (ลองดูครับ ถ้าจับจุดได้ คุณจะเปิดตลาดใหม่ได้อีกเยอะเลย)
- ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายใหญ่ ให้ตั้งเป้าหมายง่ายๆ ในเเต่ละวัน เเละทำมันให้สำเร็จ อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่ (ถ้าวันนี้คุณยังมีหนี้อยู่ เเสดงว่าคุณได้ผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวมาอย่างโชคโชนเเล้ว)
- ข้อสุดท้ายที่จะชี้เเนะได้ คือ เที่ยวครับ ออกไปเที่ยวเลย ที่ไหนก็ได้ที่อยากไป การเที่ยวครั้งนึงเสียเงินไม่เยอะมากหรอก คุณขาดทุนมาเยอะเเล้ว ขาดทุนอีกนิดเพื่อตัวเองจะเป็นไรไป การออกไปเที่ยวมันจะทำให้เราได้ปลดปล่อยอะไรหลายๆอย่างออกไป ทางออกของปัญหามันจะมาตอนที่ใจเราผ่อนคลาย
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)